พาณิชย์”จับมือเกษตรกรุ่นใหม่ ทดลองนำ Blockchain มาใช้ในการค้าขายข้าวอินทรีย์

  • warning: Creating default object from empty value in /home/thaiorga/domains/thaiorganictrade.com/public_html/sites/all/modules/openwebmini/openoai/ioai/ioai.module on line 591.
  • strict warning: Non-static method flag_flag::factory_by_row() should not be called statically in /home/thaiorga/domains/thaiorganictrade.com/public_html/sites/all/modules/contrib/flag/flag.module on line 1424.
“พาณิชย์”ขอความร่วมมือสถานทูตอังกฤษ ทำโครงการศึกษานำ Blockchain มาใช้ในภาคธุรกิจของไทย 2 โครงการ “จดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และการชำระเงินในการส่งออก” พร้อมนำร่องร่วมมือกับเกษตรกรรุ่นใหม่ใช้ Blockchain ในขั้นตอนการค้าขายข้าวอินทรีย์ เพื่อลดขั้นตอนการส่งออก และเพิ่มความสะดวกในการตรวจสอบย้อนกลับ น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า สนค.ได้เล็งเห็นความเป็นไปได้ในการนำ Blockchain มาช่วยยกระดับภาคเกษตร และการทำงานของกระทรวงพาณิชย์ โดยได้ขอการสนับสนุนจากสถานทูตอังกฤษประจำประเทศไทย เพื่อจัดทำโครงการศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ Blockchain มาใช้ในภาคธุรกิจของประเทศไทย 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Blockchain เพื่อช่วยเรื่องการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญา และโครงการ Blockchain for trade finance เพื่อปรับปรุงกระบวนการชำระเงินของผู้ประกอบการในการส่งออก อันจะช่วยสร้างโอกาสทางการค้าแก่ผู้ประกอบการ ลดขั้นตอนการทำงานและเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐในอนาคต ทั้งนี้ สนค.ยังได้หารือกับกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่เพื่อทดลองนำ Blockchain มาใช้ในการค้าข้าวอินทรีย์ โดยเน้นการทำกระบวนการตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับ เพราะปกติกระบวนการตรวจรับรองมาตรฐานข้าวอินทรีย์ และการขออนุญาตส่งออกข้าวจะใช้เวลานาน 15-20 วัน จากการมีเอกสารซับซ้อน ต้องประสานกับหลายหน่วยงาน ทั้งภาครัฐและเอกชน แต่หากนำ Blockchain มาใช้ จะสามารถลดจำนวนเวลาได้เหลือไม่เกิน 3 วัน และช่วยเพิ่มความโปร่งใส ลดต้นทุนเกษตรกร ลดเวลา และเพิ่มความน่าเชื่อถือหรือไว้ใจให้กับผู้นำเข้าข้าวอินทรีย์ของไทยในต่างประเทศได้ด้วย “เชื่อว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่หลายอย่าง Blockchain จะสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ตลอดจนเกษตรกรรายย่อย ที่เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ รวมทั้งจะพัฒนาเศรษฐกิจการค้าท้องถิ่นให้เข้มแข็งได้เพิ่มขึ้นด้วย เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไทยได้อย่างแน่นอน”น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว ปัจจุบัน เทคโนโลยี Blockchain สามารถนำมาใช้ในการค้าอย่างหลากหลาย เช่น การทำกระบวนการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) การยืนยันตัวตนทางดิจิทัล (Digital ID) การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เชิงพาณิชย์ การเงินเพื่อการค้าระหว่างประเทศ (Trade Finance) เป็นต้น ซึ่งหลายอย่างเกี่ยวข้องกับงานที่พาณิชย์รับผิดชอบ